Home » แม่และเด็ก » ระยะเวลาตั้งครรภ์ และการเปลี่ยนแปลงของการตั้งครรภ์

การตั้งครรภ์คืออะไร
การตั้งครรภ์ หมายถึง ช่วงระยะเวลาตั้งแต่วันแรกที่ไข่และอสุจิเกิดการปฏิสนธิจนเกิดเป็นตัวอ่อนที่พัฒนามาเป็นทารกจนถึงการคลอด โดยปกติมนุษย์ใช้เวลาในการตั้งครรภ์ 40 สัปดาห์

ระยะเวลาตั้งครรภ์

ระยะเวลาของการตั้งครรภ์ เดือนที่ 1

การเปลี่ยนแปลงของแม่
เมื่อคุณแม่ประจำเดือนขาดไป 2 สัปดาห์ และถ้าคุณแม่ตั้งครรภ์จะนับเป็น 6 สัปดาห์จากวันแรกที่มีประจำเดือนครั้งสุดท้าย หรือ 4 สัปดาห์นับจากวันปฏิสนธิ คุณแม่สามารถตรวจสอบการตั้งครรภ์ โดยการปัสสาวะจาดชุดทดสอบสำเร็จรูปหรือจากคุณหมอ ถ้าได้ผลบวกคุณแม่มั่นใจว่าตั้งครรภ์แน่นอนและอย่าลืมไปฝากครรภ์

- ร่างกาย ระยะนี้คุณแม่สังเกตได้ว่าอาการที่เกิดขึ้นคล้ายก่อนมีประจำเดือน แต่มีอาการมากขึ้นกว่าปกติ เช่น เจ็บตึงเต้านม ปัสสาวะบ่อย และจะเริ่มสังเกตเห็นเส้นเลือดดำเป็นริ้วสีเขียวบางๆ บริเวณผิวหนังของเต้านม คุณแม่บางคนมีอาการอ่อนเพลีย ง่วงเหงาหาวนอน

- ปากมดลูก ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่เพิ่มขึ้นมากจะทำให้เกิดมูกข้นเหนียวปิดช่องปากมดลูกไว้ เพื่อป้องกันเชื้อโรคจากช่องคลอดและสิ่งแปลกปลอมที่จะเข้าไปถึงตัวลูกตลอดระยะการตั้งครรภ์ เมื่อถึงระยะคลอด ปากมดลูกจะนุ่มบางลงและเริ่มเปิด มูกข้นเหนียวก็จะหลุดออกมาพร้อมกับมีเลือดปนเป็นริ้วบางๆ เรียกกันว่า มูกเลือ

- มดลูก ขยายตัวอย่างต่อเนื่องนับจากวันที่มีการฝังตัวผนังมดลูกจะนุ่มขึ้นเพื่อรองรับการฝังตัวของตัวอ่อน

- รังไข่ หลังจากที่ตัวอ่อนฝังตัวในเยื่อบุโพรงมดลูกแล้วจะจบลงในวันที่คุณแม่ควรจะมีประจำเดือนในรอบต่อมาพอดี ถุงน้ำในรังไข่จะสร้างฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนเพื่อดูแลครรภ์ต่อไป ซึ่งเป็นเหตุที่ทำให้รังไข่หยุดผลิตไข่ในรอบต่อมา คุณแม่จึงขาดประจำเดือน

- อารมณ์ คุณแม่จะหงุดหงิด อารมณ์แปรปรวน อาจร้องไห้โดยไม่มีสาเหตุ รู้สึกสับสนปะปนระหว่างความสุข ความหวาดกลัว และตื่นเต้น

ระยะนี้เป็นช่วงที่คุณแม่บอบบางทั้งร่างกายและจิตใจ พยายามพักผ่อนให้มากขึ้น เพราะร่างกายที่เหนื่อยล้าและจิตใจที่กังวล เป็นสาเหตุทำให้เกิดอาการแพ้ท้องมากขึ้นด้วย

 

ระยะเวลาของการตั้งครรภ์ เดือนที่ 2

การเปลี่ยนแปลงของแม่
คุณแม่มักรู้ตัวว่าตั้งครรภ์ในช่วงนี้ เพราะสังเกตเห็นอาการคลื่นไส้ วิงเวียน อยากอาเจียน เหนื่อยง่าย ปัสสาวะบ่อย เหม็นบางสิ่งบางอย่างจนทนไม่ได้ อารมณ์อ่อนไหว แปรปรวนง่าย

- เต้านม คุณแม่จะคัดเจ็บตึงเต้านม เต้านมขยายขึ้นมากถ้าสังเกตจะเห็นว่าบริเวณฐานของหัวนมจะกว้างและนุ่มขึ้น

- อวัยวะเพศ คุณแม่มีตกขาวมากขึ้นกว่าปกติ เพราะมีเลือดไปเลี้ยงช่องคลอดและอวัยวะเพศภายนอกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้เห็นเป็นสีม่วงคล้ำ

- ระบบไหลเวียนของโลหิต ปริมาณเลือดในร่างกายของคุณแม่จะเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 25 เพื่อนำไปใช้ในระบบหมุนเวียนของรก

- ระบบสันดาป การเผาผลาญอาหารเพื่อให้เกิดพลังงานมากขึ้น คุณแม่จึงต้องดูแลตัวเองเรื่องอาหารการกินให้ครบถ้วน เพิ่มโปรตีนและแป้งให้มากขึ้นในแต่ละมื้อ

- อาการแพ้ท้อง คุณแม่อาจมีอาการแพ้ท้องเช่นเดียวกับช่วงเดือนแรก เช่น คลื่นไส้ อาเจียน เหม็นกลิ่นบางอย่างจนทนไม่ได้ กระทั่งรู้สึกอยากกินอาหารแปลกๆ ขณะที่บางคนแพ้มากจนไม่สามารถกินอะไรได้เลย ซึ่งหากปล่อยไว้จะไม่ดีต่อลูกในท้อง หากคุณแม่มีอาการแพ้ท้องมากให้ลองจิบน้ำขิงอุ่นๆ จะช่วยบรรเทาอาการแพ้ท้องได้ แต่หากไม่ดีขึ้นควรไปพบแพทย์

- อารมณ์ ไม่ค่อยแตกต่างไปจากเดือนแรกนัก ยังคงแปรปรวน อ่อนไหว และซึมเศร้า เหนื่อยล้า อาการเหนื่อยล้าที่เกิดขึ้นอาจเป็นเพราะได้รับสารอาหารประเภทธาตุเหล็กและโปรตีนไม่เพียงพอ คุณแม่ควรเอาใจใส่เรื่องอาหารการกินให้มากขึ้น งดเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน และแอลกอฮอล์เพราะอาจส่งผลร้ายแก่ร่างกายในระยะยาว

 

ระยะเวลาของการตั้งครรภ์ เดือนที่ 3

การเปลี่ยนแปลงของแม่
คุณแม่จะรู้สึกสดชื่นมากขึ้นเมื่อเริ่มตั้งครรภ์เข้าเดือนที่ 3 แต่หลายคนอาจจะยังมีอาการแพ้ท้องอยู่ในช่วงนี้ ขอให้คุณแม่ทำจิตใจให้สบาย พักผ่อนให้เต็มที่ และกินอาหารที่มีประโยชน์ก็จะเป็นผลดีต่อคุณแม่ยิ่งขึ้น

- อารมณ์ คุณแม่คงมีอารมณ์แปรปรวน แต่เริ่มทุเลาลงเป็นผลมาจากระดับฮอร์โมนที่เริ่มเข้าสู่สภาพสมดุลแล้วในช่วงเดือนนี้

- น้ำหนักตัว คุณแม่จะมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น ในขณะที่ทารกและระบบการหล่อเลี้ยงของทารกมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว น้ำหนักตัวของคุณแม่จะยังไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก บางคนน้ำหนักอาจลดลงด้วยซ้ำ เนื่องจากอาการแพ้ท้อง และหากเพิ่มก็ไม่เกิน 2 กิโลกรัม ซึ่งจะเป็นส่วนของทารกเพียง 48 กรัม ที่เหลือเป็นส่วนขยายของมดลูก เต้านม รกและน้ำคร่ำ รวมทั้งปริมาณเลือดที่เพิ่มขึ้น

- ยอดมดลูก คุณหมอจะคลำพบยอดมดลูกที่โตขึ้นปริ่มอยู่บริเวณหัวหน่าว ทำให้มั่นใจว่าคุณแม่ตั้งครรภ์แน่นอน และมีขนาดครรภ์สมกับอายุของทารก

- ระบบไหลเวียนของโลหิต คุณแม่จะมีความดันโลหิตลดต่ำลง เนื่องจากผลของฮอร์โมนที่มีต่อการขยายตัวของหลอดเลือดตามปลายแขนขา การกระจายปริมาณของเลือดไปสู่ส่วนต่างๆของร่างกายเป็นไปอย่างสมดุล เลือดที่สะสมอยู่ในหลอดเลือดที่ขยายตัวนี้ทำให้ปลายแขนขาอุ่นขึ้นและอาจบวมได้เล็กน้อย

 

ระยะเวลาของการตั้งครรภ์ เดือนที่ 4

การเปลี่ยนแปลงของแม่
ร่างกายคุณแม่เปลี่ยนแปลงให้เห็นชัดเจน ท้องเริ่มโตขึ้น แต่น้ำหนักตัวยังเพิ่มขึ้นไม่มาก คุณแม่ที่ยังแพ้ท้องไม่เลิก เข้าเดือนนี้อาการแพ้ท้องจะค่อยลดลงและหายไป ทำให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่ามากขึ้น และกินอาหารได้มากขึ้น

- หน้าท้อง เริ่มโตเพราะมดลูกจะลอยสูงขึ้นจากอุ้งเชิงกรานเข้าสู่ช่องท้อง เนื่องจากการเติบโตของทารก คุณแม่จะคลำยอดมดลูกได้ และเริ่มเห็นเส้นดำกลางหน้าท้อง

- หัวใจ ต้องทำงานหนักอีกเท่าตัวเพื่อรองรับปริมาณเลือดทีเพิ่มขึ้น (6 ลิตรต่อนาที) เพื่อให้สมดุลกับความต้องการของอวัยวะสำคัญต่างๆ ในร่างกาย เช่น มดลูกและผิวหนังที่ต้องการเลือดเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว

- หัวนม เริ่มดำคลำขึ้น หัวนมมักเจ็บเมื่อถูกสัมผัส เส้นเลือดดำที่เห็นเป็นริ้วสีเขียวจะดูชัดขึ้น

- รู้สึกว่าลูกดิ้น ปลายเดือนที่ 4 ของการตั้งครรภ์ คุณแม่จะรู้สึกตื่นเต้นมีความสุข เมื่อรับรู้ว่าลูกดิ้นเป็นครั้งแรก คล้ายมีปลามาตอดตุบๆ อยู่ในท้อง คุณแม่ตั้งครรภ์แรกจะสึกว่าลูกดิ้นช้ากว่าครรภ์หลัง

ช่วงนี้คุณแม่จะมีโอกาสเป็นเส้นเลือดขอดและริดสีดวงทวารได้ง่ายกว่าคนทั่วไป ซึ่งเป็นผลจากการขยายตัวของมดลูกอย่างรวดเร็ว ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงต่อระบบไหลเวียนของโลหิตนั่นเอง

 

ระยะเวลาของการตั้งครรภ์ เดือนที่ 5

การเปลี่ยนแปลงของแม่
อารมณ์อ่อนไหวแปรปรวนจะลดลง คุณแม่จะรู้สึกหิวบ่อย อาการแพ้ท้องก็จะลดลงในช่วงเดือนนี้

- หน้าท้อง คุณแม่เอวหายไป สำหรับบางคนจะมีริ้วรอยบริเวณหน้าท้อง หรือที่ใครๆ เรียกกันว่าท้องลายเกิดขึ้น

- ระบบสันดาป คุณแม่จะขี้ร้อนและเหงื่อออกง่าย เพราะต่อมไทรอยด์ต้องทำงานมากขึ้น บางครั้งอาจรู้สึกเหมือนตัวเองหายใจหอบ

- ลูกดิ้น ถ้าคุณแม่ยังไม่เคยรู้สึกว่าลูกดิ้นมาก่อน เดือนนี้เป็นช่วงเวลามหัศจรรย์ คุณแม่จะรู้สึกตัวได้ว่าเจ้าตัวเล็กกำลังดิ้นอย่างแน่นอน

- ผิวหนัง จะเห็นเส้นเลือดฝอยที่ขยายตัวเป็นตาข่ายเหมือนใยแมงมุมปรากฏตามบริเวณต่างๆ เช่น ใบหน้า แขน ไหล่ เป็นต้น คุณแม่ไม่ต้องกังวลเรื่องความสวยงาม เพราะร่องรอยเหล่านี้จะหายไปเองหลังคลอด

- อาการอื่นๆ คุณแม่อาจมีโอกาสเป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบ เพราะกล้ามเนื้อในทางเดินระบบปัสสาวะหย่อนตัว อาจรู้สึกแสบกระเพาะอาหารเพราะกรดช่วยย่อยลดลง ทำให้อาหารค้างอยู่ในกระเพาะอาหารนานขึ้น เกิดกรดไหลย้อน และท้องผูกได้

- ตะคริว หากได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอ ส่วนใหญ่มักเป็นมากในช่วงกลางคืน ซึ่งหากคุณแม่เป็นตะคริวควรรีบกระดกปลายเท้าขึ้น เพื่อให้กล้ามเนื้อที่จับตัวเป็นตะคริวเหยียดและคลายตัวออก

 

ระยะเวลาของการตั้งครรภ์ เดือนที่ 6

การเปลี่ยนแปลงของแม่
ท้องของคุณแม่จะโตและน้ำหนักเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว คุณแม่รู้สึกว่าทารกดิ้นบ่อย บางครั้งเมื่อทารกสะอึกจะรู้สึกกระตุกเป็นจังหวะในครรภ์ซึ่งเป็นเรื่องปกติ

- น้ำหนัก คุณแม่จะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นอาทิตย์ละประมาณครึ่งกิโลกรัม และไม่ต้องวิตกกังวลถ้ามีใครทักว่าท้องเล็กท้องใหญ่ เพราะขนาดของท้องนั้นขึ้นอยู่กับ
รูปร่างและโครงสร้างของร่างกายคุณแม่ และยังขึ้นกับปริมาณน้ำคร่ำด้วย

- ตะคริว หากร่างกายคุณแม่ได้รับแคลเซียมยังไม่มากพอจะทำให้เกิดเป็นตะคริว เกิดการหดตัวเกร็งของกล้ามเนื้อช่วงน่อง ต้นขา และปลายเท้า ซึ่งมักจะเกิดขึ้นบ่อยในตอนกลางคืน หากเป็นตะคริวคุณแม่แก้ได้โดยการกระดกปลายเท้าขึ้น กล้ามเนื้อที่จับตัวจะเหยียดตึงและคลายตัวออก

- ปวดชายโครง เพราะขนาดของครรภ์ที่ใหญ่ขึ้น คุณแม่บางคนอาจมีอาการเสียดชายโครงข้างใดข้างหนึ่ง เกิดจากขนาดของครรภ์ที่ใหญ่ขึ้นเข้าใกล้ชายโครง ขณะที่ทารกดิ้นอาจเกิดการกดทับกระเพาะอาหารและเกิดแสบร้อนได้

- มดลูก ขณะที่คุณแม่เปลี่ยนอิริยาบถในทันทีทันใด มดลูกจะเกิดอาการหดเกร็ง จึงอาจเกิดอาการเสียดท้องน้อยได้

- โรคแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น ภาวะเบาหวานระหว่างตั้งครรภ์ ครรภ์เป็นพิษ การอักเสบจากเชื้อรา การอักเสบในระบบทางเดินปัสสาวะ เป็นต้น

 

ระยะเวลาของการตั้งครรภ์ เดือนที่ 7

การเปลี่ยนแปลงของแม่

- น้ำหนักของคุณแม่ จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และจะเริ่มรู้สึกอึดอัด อาหารไม่ย่อย และหน้าท้องเริ่มแตกลาย แต่คุณแม่เริ่มเตรียมตัวเพื่อรับการคลอดได้แล้ว

- การนอนหลับ ท้องโตอุ้ยอ้ายเต็มทีจนทำให้นอนไม่สบายตัว คุณแม่ควรนอนตะแคงท่ากอดหมอนข้าง คือขาข้างหนึ่งงอเข่าไว้ ส่วนขาอีกข้างก็เหยียดออก จะช่วยให้คุณแม่นอนหลับสบายขึ้น

- อาการปวดหลัง คุณแม่เกือบทุกคนมักหนีไม่พ้นอาการปวดหลัง เพราะน้ำหนักครรภ์ที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่ส่วนรับน้ำหนักด้านล่างคือกระดูกเชิงกรานขยายตัวเตรียมคลอด หลังจึงต้องรับน้ำหนักเต็มที่

- คุณแม่ควรใช้หลังให้ถูกต้องไม่ว่าจะอยู่ในอิริยาบถใด สวมรองเท้าส้นเตี้ยสบายๆ ห้ามยกของหนัก หลีกเลี่ยงเก้าอี้และเตียงที่นุ่มเกินไป

- การถ่ายปัสสาวะ มดลูกขยายตัวอย่างรวดเร็ว น้ำหนักตัวและการดิ้นของทารกจะกดลงบนกระเพาะปัสสาวะ คุณแม่จึงอยากถ่ายปัสสาวะบ่อยขึ้น

- หัวน้ำนม เริ่มมีการสร้างตั้งแต่ในช่วงสัปดาห์นี้ เพื่อเตรียมพร้อมหากบังเอิญมีการคลอดเกิดขึ้นก่อนกำหนด คุณแม่จะสังเกตเห็นน้ำสีเหลืองใสออกจากหัวนม

 

ระยะเวลาของการตั้งครรภ์ เดือนที่ 8

การเปลี่ยนแปลงของแม่
คุณแม่อุ้ยอ้ายเต็มที คุณหมอจะนัดตรวจครรภ์ถี่ขึ้น เพราะเป็นช่วงที่เกิดโรคแทรกได้มาก เช่น ครรภ์เป็นพิษ จึงต้องตรวจวัดความดันโลหิตและปัสสาวะของคุณแม่

- ช่องเชิงกราน บริเวณข้อต่อของกระดูกเชิงกรานหย่อนตัวอาจปวดหน่วงเชิงกรานเวลาเปลี่ยนอิริยาบถ

- เจ็บครรภ์เตือน มดลูกจะฝึกหดตัวเป็นระยะ เพื่อเตรียมเข้าสู่ระยะการเจ็บท้องคลอดจริง มดลูกจะนูนแข็งขึ้นมาเป็นครั้งคราวไม่เกิน 30 วินาที คุณแม่อาจรู้สึกว่าท้องตึงแต่ไม่เจ็บมาก

- หน้าท้อง มดลูกขยายตัวขึ้นตามขนาดของทารกในครรภ์ ยอดมดลูกจะขึ้นไปดันยอดอกและชายโครง ทำให้คุณแม่เกิดอาการจุกเสียดและเจ็บชายโครง สะดือจะตื้นขึ้นและคล้ำลง เส้นดำกลางลำตัวจะมีสีเข้มขึ้น

- เท้าบวม เกิดจากน้ำหนักครรภ์กดบริเวณหลอดเลือดดำใหญ่ด้านหลังลำตัว เลือดจะเดินกลับขึ้นเข้าสู่หัวใจไม่สะดวก อาการเท้าบวมอาจเลยมาถึงหน้าแข้ง ถ้าคุณแม่มีอาการบวมมาก ควรปรึกษาคุณหมอ

 

ระยะเวลาของการตั้งครรภ์ เดือนที่ 9

การเปลี่ยนแปลงของแม่
คุณหมอจะนัดคุณแม่ตรวจทุกสัปดาห์ในช่วงใกล้คลอด เพื่อติดตามดูความปกติของทารกและตรวจสุขภาพทั่วไปของคุณแม่

- ท้องลด ศีรษะของทารกลง คุณแม่จะรู้สึกเบาสบายแถวลิ้นปี่และหายใจสบายขึ้น คุณแม่ครรภ์แรกจะมีอาการท้องลด ซึ่งเกิดจากศีรษะของทารกลงไปอยู่ในช่องเชิงกรานแล้ว แต่ถ้าคุณแม่ไม่มีอาการท้องลดในช่วงนี้ก็ไม่ผิดปกติ เพราะอาจเกิดขึ้นในขณะเจ็บครรภ์คลอดก็ได้

- นอนไม่หลับ คุณแม่อาจวิตกกังวลเรื่องการคลอดและเป็นเพราะท้องที่โตมาก ไม่รู้ว่าจะนอนท่าไหนดีจึงจะสบายตัวไม่อึดอัด คุณแม่ควรพักผ่อนในช่วงสั้นๆ หรืองีบหลับเท่าที่จะทำได้ จะช่วยให้คุณแม่สดชื่นขึ้น อย่าลืมหนุนเท้าให้สูงกว่าลำตัวเล็กน้อยเวลานอน

- ขยันก่อนคลอด คุณแม่บางคนอาจจะต้องการจัดเปลี่ยนห้องหับบ้านเรือน เพราะเกรงว่าหลังคลอดแล้วจะไม่มีเวลาเพียงพอ คุณแม่ควรหลีกเลี่ยงงานเหล่านี้จะดีกว่าพักผ่อนและสงวนพลังงานไว้สำหรับคลอดให้มากที่สุด

 

ที่มา - momypedia.com

แสดงความเห็น

comments